Ferrari GTC 4Lusso
- zenithworld
- 1 มิ.ย. 2559
- ยาว 1 นาที

ที่งานจีนีวา มอเตอร์ โชว์ เมื่อปี 2011 ซุปเปอร์คาร์ Ferrari FF (เฟอร์รารี่ เอฟ เอฟ) ได้ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการขึ้น และที่มาของรหัส FF ก็คือรับขับเคลื่อนสี่ล้อ สี่ที่นั่ง และล่าสุดก็ถึงเวลาแล้วที่ค่าย Ferrari (เฟอร์รารี่) ได้ทำการปลดเกษียณ Ferrari FF อย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมแนะนำทายาทผู้สืบทอดตระกูลเดียวกัน นั่นก็คือ Ferrari GTC4Lusso (ฟอร์รารี่ จีทีซี4ลัสโซ่)รถคูเป้ขนาด 4 ที่นั่งแบบ 2+2 ที่ยังคงความเป็น Ferrari FF (เฟอร์รารี่ เอฟ เอฟ) เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือความแรงและความไฮเทคที่มีมากขึ้น

สำหรับการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้คือการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ของ Ferrari FF (เฟอร์รารี่ เอฟ เอฟ) แต่ทางเฟอร์รารี่ต้องการสร้างมูลค่ามากขึ้นเพราะ Ferrari GTC4Lusso (ฟอร์รารี่ จีทีซี4ลัสโซ่) มาพร้อมรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร โดยเฉพาะแผงกันชนด้านหน้าที่มีช่องดักอากาศในตัว ด้านท้ายรถเพิ่มไฟท้ายเป็นสองดวงและมีสปอยเลอร์หลังที่ออกแบบใหม่ แผงดิฟฟิวเซอร์ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มแรงกดตามหลักอากาศพลศาสตร์ ชุดโคมไฟหน้าใหม่ กันชนหน้าที่ขยายขนาดช่องระบายอากาศและลวดลายตะแกรงหน้ามากขึ้น ไฟท้ายใหม่หมด ฝาท้ายใหม่ทั้งชุด เพิ่มความดุดัน และ หรูหรามากขึ้น
ไฮไลท์ของ Ferrari GTC4Lusso (ฟอร์รารี่ จีทีซี4ลัสโซ่) มากับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 6.3 ลิตร V12 ที่มีพละกำลังจากเดิม 651 แรงม้า กลายเป็น 680 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 697 นิวตัน-เมตรที่ 1,750 รอบ/นาที พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.4 วินาทีเท่านั้น ความเร็วสูงสุดทะยานไปได้ถึง 335 กม./ชม.


นอกเหนือจากสมรรถนะของรถที่แรงขึ้น Ferrari GTC4Lusso (ฟอร์รารี่ จีทีซี4ลัสโซ่) ยังได้รับเทคโนโลยีใหม่คือระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง (rear wheel steering) เพิ่มเติมจากระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อส่งพลังแรงบิดลงสู่พื้นได้แบบเต็มที่ในทุกสภาพพื้นผิวไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวที่มีหิมะปกคลุม พื้นที่ลาดเอียง หรือสถานการณ์ไหนๆ ก็สามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดายแบบไร้ขีดจำกัด ทั้งนี้ยังมีวิวัฒนาการล่าสุดของระบบควบคุมการทรงตัว 4RM-S (four-wheel drive and steering) ระบบการบังคับเลี้ยวของล้อหลัง Slip Side Control ที่ทำงานร่วมกับช่วงล่างและเฟืองท้ายควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิก ซึ่งส่งผลให้สามารถควบคุมรถได้แม้อยู่เหนือชั้นหิมะ พื้นเปียก หรือถนนลื่น ที่ช่วยควบคุมให้รถมีการทรงตัวที่ดีเยี่ยมและมั่นคงยิ่งขึ้นทำงานร่วมกับช่วงล่างใช้ระบบ SCM-E ระบบลดแรงเสียดทานภายในกระบอกโช้คอัพช่วยทำให้การตอบสนองต่อการยืดและยุบว่องไวมากยิ่งขึ้นและการกระจายน้ำหนักไปยังล้อทั้งสองข้างทำงานร่วมกับระบบ E -Diff electronic


ภายในห้องโดยสารยังคงโครงสร้างแบบเดิม เพิ่มเติมคือการติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนท์รุ่นใหม่แสดงผลผ่านหน้าจอแบบ HD ขนาด 10.25 นิ้ว ทำงานร่วมกับ Apple CarPlay พวงมาลัยขนาดเล็กลง มีการปรับดีไซน์สวิทช์และปุ่มควบคุมต่างๆ ใหม่ โดยเปิดเผยให้ทราบกันอย่างเต็มรูปแบบที่งานเจนีวา มอเตอร์ โชว์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา


